← กลับไปหน้าบทความ

Industry · โดย AdmissionGrow

ยกระดับการตลาดยุคใหม่: ใช้ TikTok ดึงผู้ปกครอง แล้วปิดการขายด้วยเว็บไซต์จากเอเจนซี่มืออาชีพ

การตลาดสำหรับธุรกิจการศึกษาและโรงเรียนมัธยมปลายยุคใหม่ ต้องผสมผสานการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook Ads เพื่อเข้าถึงนักเรียนและผู้ปกครอง ก่อนที่จะปิดการขายอย่างสมบูรณ์แบบด้วยเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

เจาะกลุ่ม ม.ปลาย: เทคนิคใช้ TikTok และ Facebook Ads ดึงผู้ปกครองสู่ห้องเรียน

การตลาดโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมีความซับซ้อนกว่าระดับต่ำกว่า เพราะต้องสื่อสารกับผู้รับสารสองกลุ่มหลักที่มีพฤติกรรมการบริโภคสื่อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มแรกคือ 'นักเรียน' ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการจริง และกลุ่มที่สองคือ 'ผู้ปกครอง' ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจซื้อและผู้สนับสนุนทางการเงิน การผสมผสานแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่าง TikTok และ Facebook Ads จึงไม่ใช่แค่การกระจายช่องทางการสื่อสารให้หลากหลายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารจัดการเส้นทางการตัดสินใจ (Decision Journey) ให้ครบวงจร โดย TikTok จะทำหน้าที่ในการสร้างการรับรู้และความต้องการ (Awareness & Desire) ในฝั่งของนักเรียนและผู้ปกครองยุคใหม่ ขณะที่ Facebook Ads จะทำหน้าที่สร้างความรู้สึกปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ (Trust & Action) ในฝั่งของผู้ปกครองโดยตรง

บทบาทของ TikTok: สร้างภาษาที่เด็กเข้าใจ

บทบาทของ TikTok: สร้างภาษาที่เด็กเข้าใจ

นักเรียนระดับ ม.ปลาย ในปัจจุบันมีพฤติกรรมการเสพสื่อผ่านรูปแบบวิดีโอสั้นเป็นหลัก การนำ TikTok มาใช้ในกลยุทธ์การตลาดจึงไม่ใช่แค่การสร้างโฆษณาแบบเดิมๆ ที่เน้นขายหลักสูตร แต่คือการสร้าง 'วัฒนธรรมองค์กร' และบรรยากาศของโรงเรียนที่สัมผัสได้จริง ผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตประจำวันในรั้วโรงเรียน เช่น เบื้องหลังห้องเรียนที่ทันสมัย ประสบการณ์กิจกรรมชมรมที่สนุกสนาน หรือคำบอกเล่าจากนักเรียนรุ่นพี่ที่พูดในภาษาและบริบทที่พวกเขาเข้าใจกันเอง

เทคนิคคอนเทนต์ที่ดึงดูดนักเรียน

  1. Showcase ความเป็นตัวของตัวเอง: ถ่ายทอดบรรยากาศของโรงเรียนในมุมที่ไม่เป็นทางการจนเกินไป เพื่อลบภาพจำเดิมๆ ว่าโรงเรียนคือสถานที่ที่เคร่งเครียด ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์
  2. ใช้ Hashtag เฉพาะทาง: สร้างแฮชแท็กประจำโรงเรียน แฮชแท็กกิจกรรม หรือแฮชแท็กงานกีฬา เพื่อให้เกิดการค้นหาที่ง่ายขึ้น และเป็นการสร้างชุมชน (Community) ออนไลน์ให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วม
  3. ความถี่สม่ำเสมอ: การรักษาการมองเห็นเป็นเรื่องสำคัญ ควรโพสต์วิดีโอสั้นๆ ทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อรักษาการมีส่วนร่วม (Engagement) และให้ AI ของแพลตฟอร์มนำส่งเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้ปกครองยุคใหม่ได้เห็นลูกหลานมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคอนเทนต์เหล่านี้ หรือแม้แต่ตัวผู้ปกครองเองที่ใช้งาน TikTok ก็จะได้เห็นภาพลักษณ์เชิงบวก สิ่งนี้จะก่อให้เกิด 'Social Proof' หรือปรากฏการณ์ทางสังคมที่ทรงพลัง โดยที่สถาบันการศึกษาไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำโฆษณายัดเยียดแบบตรงไปตรงมา

บทบาทของ Facebook Ads: ปิดดีลกับผู้ปกครอง

ในขณะที่นักเรียนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดู TikTok ผู้ปกครองมักจะใช้แพลตฟอร์ม Facebook ในการค้นหาข้อมูลเชิงลึก ติดตามข่าวสาร และใช้ประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย Facebook Ads จึงต้องรับบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่สื่อสาร 'คุณค่าที่จับต้องได้' และ 'ความมั่นคง' ของสถาบันการศึกษา เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความมั่นใจสูงสุด

การตั้งกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ

หลักการสำคัญคืออย่าตั้งเป้าหมายกลุ่มผู้ชมให้กว้างจนเกินไป ให้เจาะจงไปที่กลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในช่วงอายุ 15-18 ปี โดยกำหนดให้อยู่ในรัศมีการเดินทางที่สมเหตุสมผลต่อการเดินทางมาโรงเรียน นอกจากนี้ ควรเจาะจงความสนใจในหัวข้อที่เกี่ยวกับการศึกษา การวางแผนอนาคตให้บุตรหลาน หรือหลักสูตรเฉพาะทางที่โรงเรียนมีจุดเด่น เช่น หลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรภาษา หรือหลักสูตรกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์)

เนื้อหาที่ต้องมีในโฆษณา

  • ข้อมูลหลักสูตรและโอกาสการเข้ามหาวิทยาลัย: โฆษณาต้องเน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและจับต้องได้ เช่น อัตราความสำเร็จในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของนักเรียนรุ่นก่อนๆ หรือโควตาทุนการศึกษาต่างๆ
  • ภาพลักษณ์ครูและบุคลากร: นำเสนอความพร้อมของสถานที่ ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของคณะครู และระบบการดูแลรักษานักเรียน เพื่อย้ำเตือนถึงความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของบุตรหลาน
  • Call-to-Action ที่ชัดเจน: โฆษณาที่ดีต้องบอกให้ผู้คนรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป เช่น 'ลงทะเบียนรับข้อมูลเพิ่มเติม' หรือ 'นัดหมายเข้าชมโรงเรียน (Open House)' เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นกลุ่มผู้สนใจ (Lead) ที่มีโอกาสสมัครจริง

การทำงานร่วมกันของทั้งสองแพลตฟอร์ม

ความสำเร็จสูงสุดของแคมเปญการตลาดมาจากการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม เมื่อเราพบว่านักเรียนหรือผู้ปกครองกลุ่มใดมีความสนใจเนื้อหาสูงจากฝั่ง TikTok (เช่น การกดหัวใจ การคอมเมนต์บ่อยครั้ง หรือการดูวิดีโอจนจบ) เราสามารถนำข้อมูลแนวโน้มเหล่านั้นมาช่วยในการคิดค้นและออกแบบโฆษณา Facebook ที่มีความเจาะจงมากยิ่งขึ้น หรือใช้เทคนิคของ Facebook Ads เพื่อยิงโฆษณาตามไปดึงดูดผู้ปกครองที่เคยเห็นลูกหลานพูดถึงโรงเรียนใน TikTok ให้คลิกเข้ามาขอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม

การวัดผล ของความสำเร็จในส่วนนี้ ควรประเมินจาก Conversion Rate ของแบบฟอร์มการติดต่อ (Lead Generation) ที่ได้จากแพลตฟอร์ม Facebook ควบคู่ไปกับ Growth Rate ของผู้ติดตามที่กลายมาเป็นผู้สมัครเรียนจริงจากฝั่ง TikTok โดยต้องไม่หลงประเมินผลเพียงแค่ยอดวิวหรือยอดไลก์เพียงอย่างเดียว

จุดชี้ชะตาการตัดสินใจ: ปิดการขายด้วยเว็บไซต์จากเอเจนซี่มืออาชีพ

แม้โซเชียลมีเดียทั้ง TikTok และ Facebook Ads จะทำหน้าที่ดึงดูดและสร้างความสนใจได้ดีเยี่ยมเพียงใด แต่ในท้ายที่สุด การทำการตลาดดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบจะขาด 'จุดหมายปลายทาง' ไปไม่ได้เลย เมื่อผู้ปกครองสนใจคลิกโฆษณา สิ่งที่พวกเขาคาดหวังคือการได้เข้าสู่ระบบเว็บไซต์ของโรงเรียนที่มีข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือ และใช้งานง่าย เว็บไซต์จึงเปรียบเสมือนพนักงานปิดการขายด่านสุดท้าย การมีหน้าเว็บที่โหลดเร็ว จัดหมวดหมู่โครงสร้างหลักสูตรได้ชัดเจน และมีระบบกรอกแบบฟอร์มที่ปลอดภัย จะช่วยยกระดับความมั่นใจของผู้ปกครองได้ถึงขีดสุด การลงทุนและปรึกษา ทีมพัฒนาเว็บไซต์มืออาชีพ จึงเป็นเรื่องที่สถาบันการศึกษายุคใหม่ไม่ควรมองข้าม เพราะเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญจะช่วยออกแบบโครงสร้างระบบที่รองรับทั้ง UX/UI ที่ดี และระบบการติดตามผล (Tracking) ที่จะนำไปต่อยอดการตลาดในระยะยาวได้

คำถามที่พบบ่อย

ค่าใช้จ่ายในการยิงโฆษณา Facebook สำหรับโรงเรียนมีเท่าไหร่?

งบประมาณขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการแคมเปญนั้นๆ แต่โดยทั่วไปแล้ว โรงเรียนมัธยมปลายสามารถเริ่มต้นการทดสอบโฆษณา (A/B Testing) ได้ตั้งแต่ 500-1,000 บาทต่อวัน เพื่อใช้วัดประสิทธิภาพของโฆษณาแต่ละตัวก่อนที่จะตัดสินใจขยายงบประมาณไปในแคมเปญที่ผลลัพธ์ดีที่สุด

TikTok เหมาะกับโรงเรียนสายสามัญหรือไม่?

เหมาะอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันกลุ่มนักเรียนสายสามัญใช้เวลาบนแพลตฟอร์มนี้เป็นจำนวนมากต่อวัน การแสดงภาพลักษณ์ของโรงเรียนที่ทันสมัย เข้าใจเด็ก และเป็นมิตร จะช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายหลักกลุ่มนี้ได้ดีกว่าการประชาสัมพันธ์แบบเก่า

ต้องใช้คนจัดการกี่คน?

การดำเนินงานสามารถเริ่มต้นได้ด้วยทีมงานขนาดเล็กประมาณ 1-2 คน ที่มีความสนใจและเข้าใจกลไกของทั้งสองแพลตฟอร์ม หรือหากโรงเรียนต้องการผลลัพธ์ที่แม่นยำและรวดเร็ว ก็สามารถเลือกใช้บริการจากเอเจนซี่เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลสำหรับธุรกิจการศึกษาโดยตรง

สรุป

การทำการตลาดสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ต้องรู้จักแบ่งแยกหน้าที่ของแต่ละแพลตฟอร์มให้ชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ TikTok เป็นเครื่องมือหลักในการสร้าง 'ความอยากเรียน' ในใจของกลุ่มนักเรียน และใช้ Facebook Ads เป็นเครื่องมือในการสร้าง 'ความมั่นใจ' ในใจของผู้ปกครอง จากนั้นจึงนำพาทุกความสนใจมารวมศูนย์และปิดการขายผ่านหน้าเว็บไซต์ที่ออกแบบมาอย่างเป็นมืออาชีพ การประสานการทำงานแบบครบวงจรของทั้งสามส่วนนี้ จะสร้างเส้นทางการตัดสินใจที่ราบรื่น เพิ่มโอกาสในการรับนักศึกษาใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่เพียงคำบอกเล่าแบบปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป